Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์Transformers 1

นักแสดง

-Shia LaBeouf (Sam Witwicky)

-Tyrese Gibson (TSgt. Robert Epps)

-Josh Duhamel (Capt. William Lennox)

-Anthony Anderson (Glen Whitmann)

-Megan Fox( Mikaela Banes) 

กำกับการแสดง

-Michael Bay

ภาพยนตร์Transformers ภาพยนตร์แนว Science Fiction Action นำเรื่องราวมาจากของเล่นTransformers หุ่นยนต์แปลงร่าง เข้าฉายใน2007 สุดน่าติดตามกับเจ้าหุ่นยนต์ยักษ์ที่แปลงจากรถยนต์มาเป็นหุ่นยนต์สุดอลังการ ขวัญใจคนทุกเพศทุกวัย เรื่องราวของเด็กหนุ่มที่เพิ่งจะได้ออกรถคันแรกของตัวเองเพื่อจะไว้อวดเพื่อนๆ เป็นรถเชฟโรเล็ตต์สีเหลืองเก่าๆ แต่เขาไม่รู้หรอกว่ารถเก่ารุ่นคุณปู่คือเข้าหุ่นเหล็กจากอวกาศแปลงตัวมา  ในสงครามนอกจักรวาล ออโต้บอทส์ (Autobots) และ ดีเซปติคอนส์ (Decepticons) ได้ทำศึกสงครามานานหลายศตวรรษ และเมื่อสงครามนี้มาถึงโลก 

ในอดีตเมื่อหลายพันปีก่อน บนดาวเคราะห์ ไซเบอร์ทรอน ได้เกิดสงครามระหว่างหุ่นทั้ง 2 ฝ่าย ซึ่งฝ่ายแรกคือ ออโต้บอตส์ ที่นำโดย ออพติมัส ไพรม์ และอีกฝ่ายคือ ดีเซปติคอนส์ นำโดย เมกะทรอน และจากสงครามครั้งล่าสุด ออพติมัสก็ได้โยนวัตถุลึกลับที่มีชื่อว่า ออลสปาร์ค ออกไปสู่อวกาศ ทว่าเมกะทรอนได้พุ่งตามไปคว้าไว้ แต่ร่างก็ไปกระแทกกับโลกมนุษย์ตรงบริเวณขั้วโลกเหนือจนแข็งแน่นิ่งมานับแต่นั้น ต่อมาในปี ค.ศ. 1895 ก็ได้มีนักสำรวจ  อาร์คิบาล วิทวิคกี้ ได้ไปพบเข้า แถมเจ้าตัวยังเผลอไปทำให้ระบบนำร่องของตัวเมกะทรอนเกิดทำงานขึ้นมา จนระบบนำร่องที่ว่านี้ได้ไปสแกนลายแทงของออลสปาร์คลงบนแว่นของอาร์คิบาลเข้า กระทั่งเวลาผ่านมาจนยุคปัจจุบัน แว่นของอาร์คิบาลก็เป็นมรดกตกทอดมา แซม วิทวิคกี้ รับบทโดย Shia LaBeouf เด็กวัยรุ่น ซึ่งได้รถเชฟโรเลต คาเมโร่ (Chevrolet Camaro) ปี 1976 ที่พ่อของเขาตกลงซื้อให้ จนกระทั่งวันหนึ่ง สาวสุดhotที่สุดในโรงเรียนอย่าง มิเคล่า รับบทโดย Megan Fox ได้มีโอกาสได้นั่งเจ้า Camaro สุดคลาสสิค ไปกับ แซม และได้เห็นสิ่งแปลกๆจากเจ้ารถคันนี้พร้อมกัน การแปลงกายของBumble Bเจ้าหุ่นนักรบ ทำให้ทั้งตะลึง ในสิ่งที่เขาเห็นอยู่ตรงหน้า ด้านงาน CGการแปรงร่างของเจ้าหุ่นทำได้ดูไฮเทคมาก เอาตรงๆเวลาชมการเปลี่ยนร่างครั้งแรกยังรู้สึกตื่นเต้นไปกับหนังด้วยเลย แล้วใช่ว่าจะมีแต่Bumble B  ยังมี Optimus Prime หัวหน้าเหล่าหุ่นเหล็ก Ratchet และ Hound เรียกว่ามาทั้งกองทัพเลยทีเดียว เรื่องราวการเล่าจะเน้นไปที่การตามหา ออลสปาร์ค และการฟื้นคืนชีพของ เมกะทรอน เทคนิคการถ่ายทำมุมกล้องออกมาได้สวยมาก หนังกำกับโดย Michael Bay เคยฝาก ผลงานไว้กับ The Rock การันตีความมันส์ได้เลย หนังเน้นจิตนาการ เกี่ยวกับหุ่นยนต์ ถ้าคาดหวังสาระกับหนังคงไม่ได้อะไรแต่ถ้าเน้นดูเอามันส์CGเทพ ไม่ผิดหวังแน่ๆครับ

เนื้อเรื่อง7/10

ความสนุก9/10

Special Effect 9/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์Fast & Furious4

นักแสดง

Vin Diesel as Dominic Toretto

Paul Walker as Brian O’Conner

Michelle Rodríguez as Letty Ortiz

Jordana Brewster as Mia Toretto

กำกับการแสดง

Justin Lin

ภาพยนตร์Fast & Furious4ภาพยนตร์action การกลับมาอีกครั้งของตำนานThe fast ตัวจริง Vin Diesel ในบทของDominic Toretto เรียกว่าถูกใจแฟนๆThe Fastกันเลยทีเดียว ในภาคนี้Brian O’Conner รับบทโดย Paul Walker กลายเป็นตำรวจ FBI ผู้ที่ยังมีความทรงจำและความผูกพันกับเพื่อนของซี้อย่าง  Dominic Toretto ผู้ที่ยังหลบหนีการจับกุมด้วยเรื่องราวความเป็นอาชญากรที่ทำกันมาในอดีต

แต่เมื่อวันหนึ่ง แฟนสาวของดอมที่เป็นน้องสาวของโอคอนเนอร์ ถูกฆ่าตายโดยเจ้าพ่อยาเสพติดรายใหญ่ และนักแข่งรถมือฉมัง การแก้แค้นจึงบังเกิดขึ้น ตำรวจร่วมมือกับผู้ร้ายจับอาชญากร บวกเข้ากับเรื่องราวการแข่งรถStyle Fast เป็นเวลานาน 8 ปีแล้วนับแต่ที่ Dom อดีตนักเลงตีนผี  ขับรถข้ามชายแดนเม็กซิโก และกลายเป็นพวกหนีเข้าเมือง บัดนี้ ดอมอาศัยอยู่ในบ้านหลังเล็ก ๆ ริมชายหาดในสาธารณรัฐโดมินิกัน และใช้ชีวิตแบบหลบๆซ่อนๆ อยู่กับเล็ตตี้ รับบทโดยMichelle Rodríguez ดอมพยายามเริ่มต้นชีวิตใหม่ แต่ชีวิตเขายังขึ้นบัญชีดำกับทางการ และเหตุการณ์การตายของคนที่เขารัก ทำให้ดอมต้องเดินทางกลับมายังแอลเอ ดอมได้พบกับเพื่อนรักแพื่อนแค้นของเขา ไบรอัน โอคอนเนอร์ เมื่อพวกเขาถูกสถานการณ์บีบให้ต้องเผชิญหน้ากับศัตรูที่มีร่วมกัน นั่นก็คือเจ้าพ่อค้าเบอร์ต้นๆที่กำลังขนยาร้ายเข้าอเมริกา ดอมและไบรอันต้องสร้างความไว้วางใจต่อกันขึ้นมาใหม่ ถ้าพวกเขาอยากเอาชนะศัตรู และล้างแค้นให้กับเหตุโศกนาฏกรรมที่ศัตรูตัวร้ายกระทำต่อครอบครัวเล็ก ๆ ของพวกเขา เนื้อเรื่องขอบFast ก็คงต้องปูเรื้องเกี่ยวกับยาเสพติดของผิดกฎหมาย คล้ายภาคแรกๆของThe Fast And The Furious การแทรกซึมเข้าไปในเครือข่ายผิดกฎหมาย หมายถึงการแทรกซึมเข้าไปในกลุ่มนักค้ายาที่ขนเฮโรอีนล็อตใหญ่ข้ามชายแดนจากเม็กซิโก ผ่านมายังอุโมงค์ และที่เส้นทางลึกลับที่รถจะผ่านได้ ชายสองคนอันได้แก่ แคมโพส และฟีนิกซ์ คือคนเพียงกลุ่มเดียวที่สามารถจัดเตรียมสิ่งที่ดอมและไบรอันต้องการ และคำตอบที่พวกเขาตามหาอยู่

เมื่อดอม กับ น้องสาวของเขา และไบรอัน ได้กลับมาสัมผัสความผูกพันแบบครอบครัวที่เคยแตกหักจากภาคแรกไปเมื่อหลายปีก่อน ก็กลับมาเริ่มต้นสิ่งดีๆร่วมกันอีกครั้งหนึ่ง

ตัวเรื่องของหนังมีการผูกเรื่องให้ 2 บทนำอย่างโดมินิค และ ไบรอัน มาเจอกันได้อย่างแนบเนียนไม่มีรอยต่อ โดมินิคกลับมาในแอลเอเพื่อสืบหาคนฆ่าเล็ตตี้ ไบรอันก็ต้องการจับกุมแก๊งค์ค้ายา

ภาคนี้หนังเน้นไปที่ Action บวก Thirller สืบสวนสอบสวนมากกว่าแข่งรถ ผู้ชมจะได้อรรถรสและลุ้นระทึกกับการไล่ล่ามากกว่าการแข่งรถ ฉากแรกที่น่าสนใจ คือฉากที่โดมินิคขับรถเพื่อไปปล้นรถน้ำมันดูน่าตื่นเต้นกับเทคนิคการถ่ายทำ และฉากที่คัดตัวเพื่อเข้าแก๊งค์ค้ายา ที่โดมินิคทำทุกอย่างเพื่อเอาชนะ เป็นการขับรถไล่ล่าบนถนนโดยที่ยังมีรถของประชาชนทั่วไป และฉากสุดท้ายที่ขับรถไล่กันในอุโมงค์ที่มีขนาดยาว ถูกใจเหล่านักซิ่งแน่ๆ

ถ้าไม่เอาเนื้อหาของภาพยนตร์เป็นตัวหลัก ภาพยนตร์Fast & Furious4 ถือว่ามันส์เอาเรื่อง ความสนุกของตัวบท และCG ค่อนข้างทำออกมาได้ดี แต่เนื้อหาก็เหมือนๆเดิม ไม่หนีจากภาคก่อนๆ 

ความสนุก8/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์The Fast and the Furious: Tokyo Drif

นักแสดง

-Lucas Black (Sean Boswell)

-Sung Kang (Han Lue)

-Bow Wow (Twinkie)

-Brian Tee (Takashi)

กำกับการแสดง

-Justin Lin

ภาพยนตร์The Fast and the Furious:TokyoDriftภาพยนตร์แนว Action การกลับที่เปลี่ยนไปของfast and Furious ครั้งนี้ยกกองไปทำถึงประเทศญี่ปุ่น ต้นฉบับรถสปอร์ตหลากหลายรูปแบบ สำหรับใครที่ยังไม่รู้จักคำว่า ‘ดริฟท์’ (Drift) คืออะไร เพราะภาคนี้มีการกล่าวถึงจนเป็นหลักโชว์การดริฟท์ในหลายๆรูปแแบบ ดริฟท์เป็นเทคนิคการขับรถที่นิยมกันมากในหมู่นักแข่งขันซิ่งใต้ดินในญี่ปุ่น ) มันเป็นการบังคับให้รถสไลด์ไปตามโค้ง ล้อหลังปล่อยฟรี ลื่นไถลไปตามถนน มันเหมือนกับการเลี้ยวที่หัวโค้งแบบใช้เทคนิคเติมคันเร่งแล้วหักพวงมาลัยให้ได้จังหวะ มาเข้าตัวเนื้อเรื่องหนัง เด็กนอกคอกที่ชื่อ ฌอน บอสเวลล์ รับบทโดย Lucas Black แข่งรถซิ่งกับกลุ่มโฮโซจนเกิดอุบัติเหตุ รถพังและเขาจะต้องโดนทำทัณฑ์บน จนต้องระหกระเหินไปยังประเทศญี่ปุ่น การมาของ ฌอน ครั้งนี้คือการเปิดโลกใหม่ให้ตัวเขาเลย ตามที่ครอบครัวของ ฌอน คิดว่าการส่งเขามาที่ญี่ปุ่น จะทำให้เขาไกลจากการแข่งรถ แต่เหมือนหนีเสือปะจระเข้  ฌอน ได้เจอกลุ่มเพื่อนใหม่ที่เป็นขาซิ่งในญี่ปุ่น ครั้งแรกที่ออกไปซิ่ง ฌอน ได้เจอกับ ดีเค รับบทโดยBrian Tee ราชาแห่งการซิ่งดริฟต์ ที่เกี่ยวพันกับพวกยากูซ่าญี่ปุ่นโดยไม่รู้ตัว ความพ่ายแพ้ของ ฌอน มาพร้อมกับค่าชดใช้ที่สูง และเขาก็ถูกบังคับให้ต้องทำงานใช้หนี้ภายใต้การดูแล ของ ฮาน รับบทโดย Sung Kang ในไม่ช้า ฮาน ต้อนรับ ฌอน เข้าสู่ครอบครัวของเขาและแนะนำให้ ฌอน ได้รู้จักกับการดริฟต์ที่แท้จริง พวกเขาจะต้องขับรถซิ่งที่ผ่านการปรับแต่งไปตามท้องถนน ที่เต็มไปด้วยผู้คนใจกลางกรุงโตเกียวด้วยความเร็ว ลัดเลาะเลื้อยไปตามทางโค้งของ โลกทัศน์ของ ฌอนเกี่ยวกับการดริฟต์ จริงเปลี่ยนไป แต่ความซวยก็บังเกิดฌอน เกิดตกหลุมรัก นีล่า รับบทโดยNathalie Kelley แฟนสาวของ ดีเค จุดความระทึกก็เริ่มหยุดไม่อยู่ กระตุ้นอารมณ์จนการเผชิญหน้าที่มีเดิมพันสูงลิ่วกับ เจ้าพ่อมาเฟีย และบทลงโทษสำหรับผู้พ่ายแพ้ คือการโดนเนรเทศไปจากโตเกียวตลอดกาลโดย คามาตะ รับบทโดยSonny Chibaหัวหน้าแก๊งค์ยากูซ่า ซึ่งมีศักดิ์เป็นลุงของ ดีเค เมื่อศักดิ์ศรีถูกท้าทาย การต่อสู้ผ่านยางเบียดกับถนน ก็ได้เกิดขึ้น หัวใจหลักของภาคนี้ ไม่ได้แข่งกันที่ความเร็วคแต่ประชันกันที่การดริฟต์ล้วน ทุกครั้งที่ดึงเบรคมือพร้อมกับเลี้ยงพวงมาลัยบังคับทิศทางให้รถขับผ่านไปในช่องแคบ ๆได้โดยไม่มีรอยขีดข่วน นี่คือเสน่ห์ของหนังที่เป็นจุดเด่นสุด ๆ ของหนังภาคนี้เลยครับ และสิ่งที่น่าสนใจ คือหนังพยายามชี้ในเห็นความพยายามในการฝึก พยายามในการพัฒนาการดริฟต์ จากมือใหม่ดริฟต์ไม่เป็น จนดริฟต์ชนะเจ้าตำรับ บอกได้ว่าภาคนี้การถ่ายทำสวยมากการเลือกมุมสวยๆในประเทศญี่ปุ่น ฉากรถแข่งดริฟต์เรียงตามกันบนไหล่เขา มันสวยจริงๆ คนรักการขับดริฟต์ไม่ควรพลาด สำหรับ ภาพยนตร์The Fast and the Furious: Tokyo Drift

ความสนุก9/10

เนื้อเรื่อง9/10

Special Effect 8/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์ 2 Fast 2 Furious

นักแสดง

Paul Walker (Brian O’Conner)

Tyrese Gibson (Roman Pearce)

Eva Mendes (Monica Fuentes)

Cole Hauser (Carter Verone)

กำกับการแสดง

John Singleton

ภาพยนตร์ 2 Fast 2 Furious ภาพยนตร์แนว Action

เร็วคูณสอง ดับเบิ้ลแรงท้านรก แค่ชื่อหนังภาษาไทยก็บอกได้ถึงความมันส์ของภาคต่อ หลังจากที่ Brian O’Connerรับบทโดย Paul Walker ถูกปลดจากอาชีพตำรวจและถูกตำรวจแอลเอตามล่า เนื่องจากเขามีความผิดฐานปล่อยตัว Domรับบทโดย Vin Dieselอดีตเพื่อนของเขาให้หนีรอดพ้นจากการถูกจับกุมที่แอลเอในภาคแรก Brian จึงมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ไมอามี เขาได้ทำความรู้จักกับ Tej Parker รับบทโดยChris “Ludacris” Bridges ที่กลางวันเป็นเจ้าของอู่ซ่อมรถ และเป็นเจ้าของกิจการเรือเช่า แต่พอตกค่ำเป็นคนจัดการแข่งรถใต้ดิน พร้อมทั้งมีความรู้ด้านไอทีอีกด้วย โดยการจัดการแข่งขันทุกครั้ง ถ้าเห็นว่ามีคิวว่างอยู่ Tejจะติดต่อชวนBrianมาเข้าแข่งด้วย และแล้วการปราบปรามของตำรวจพื้นที่ Brianดันถูกจับได้ ในขณะนั้นทางตำรวจกำลังตามคดีเกี่ยวกับเจ้าพ่อยาเสพติดข้ามชาติชาวอาร์เจนติน่า ซึ่งทำธุรกิจส่งออก-นำเข้าบังหน้าที่ชื่อว่าCarter Verone  รับบทโดยCole Hauserซึ่งรับทำคดีโดย ผู้กำกับการกรมศุลฯ  การที่ถูกจับทำให้Brainต้องเข้ามาพัวพันในการเป็นสายลับอีกครั้ง ซึ่งเจ้านายเก่าของเขานั้นเองที่บังคับให้Brianต้องทำงานนี้ แต่สิ่งที่สำคัญในการตัดสินใจของBrian เพื่อต้องการลบล้างความผิดที่เคยกระทำของตัวเอง 

การได้กลับมาเป็นคู่หูเพื่อนซื้ออีกครั้งของBrian และ Roman Pearce รับบทโดย Tyrese Gibson ทั้งได้รับการปลอมตัวมาเป็นนักซิ่ง ซึ่งมีความถนัดโดยส่วนตัว เนื้อเรื่องในการเล่าเรื่องก็จะวนๆเกี่ยวกับการแข่งรถและเป็นสายลับของคนทั้ง จริงๆหนังนี้ขาดตัวเด่นคือ Dominic “Dom” Toretto ที่รับบทโดย Vin Diesel โดยเหตุผลที่ Diesel ให้ไว้ก็คือ เขามองว่าภาคต่อของ The Fast and the Furious  ควรจะเป็นอะไรที่มากกว่าการเดินเรื่องวนมาคล้ายเดิมของภาคแรกที่เกี่ยวกับแข่งรถ โจรกรรม สายลับ แต่เขาอยากให้บทลงลึกถึงปูมหลังของเรื่องราวและตัวละครที่จะนำไปต่อยอด เมื่อบทและเนื้อหาของเรื่องไม่ลงตัว เขาจึงถอนตัวจากภาคนี้ เมื่อไม่มี Dom ภาพยนต์จึงมุ่งมาที่ Brian อดีตตำรวจนักซิ่งตืนผีแทน และการสร้างสรรค์คู่หูที่เป็นเพื่อนสมัยเด็ก อย่าง Roman ทำให้ตัวหนังนำความสนุกสนานมาสู่ผู้ชมได้อีกครั้ง แม้หนังอาจไม่ค่อยมีอะไรแตกต่างจากภาคแรกมากนัก แต่ก็กวาดเงินไปได้ไม่น้อย เวลาเกือบ2ชั่วโมง ก็สร้างความบันเทิงได้ดี รถคันใหม่ๆที่เอาออกมาซิ่งบนท้องถนน ก็ดูเพลินตา ตามประสาคนชอบรถแต่ง

ก็ต้องมาลุ้นต่อว่าในภาคต่อๆไปของFastจะนำเสนอเรื่องราวที่แตกต่างออกไปมั้ย 

ความสนุก8/10

เนื้อเรื่อง7/10

Special effect 7/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์ The Fast and the Furious

นักแสดง

-Vin Diesel (Dominic “Dom” Toretto )

-Paul Walker (Brian O’Conner)

-Michelle Rodriguez(Letty Ortiz)

-Jordana Brewster(Mia Toretto)

-Tyrese Gibson (Roman Pearce)

กำกับการแสดง

-Rob Cohen

ภาพยนตร์ The Fast and the Furious แนวAction สุดยอดกับภาพยนตร์แนวรถแข่งแต่งซิ่ง มากันครบ หนังเปิดตัวด้วยรถสุดเท่ห์ กับกลุ่มนักแต่งรถยนต์ ที่มีธุรกิจสีเทากลายๆบทของDomรับบทโดยVin Diesel หัวหน้ากลุ่ม ที่มีความสามารถในการแต่งและแข่งรถ แต่ก็ทำอาชญากรรม เกี่ยวกับการโขมยรถไปขายตามชายแดน เป็นต้นเหตุให้ Brian O’Connerรับบทโดย PaulWalker ตำรวจที่ต้องปลอมตัวมาเป็นสายลับเข้าในกลุ่มของDomเพื่อสืบหาคดีเกี่ยวกับอาชญากรรมการโขมยรถ และสิ่งผิดกฎหมาย แต่ก่อนจะได้เข้ากลุ่มของDom Brianต้องพิสูจน์ตัวเองในการแข่งรถแบบstreet race ฉากแข่งรถสุดมันส์ในภาพยนตร์ได้อารมณ์ถูกใจกลุ่มเด็กแว้นแน่นอน หนังได้เล่าเรื่องเกี่ยวกับที่ Brianเข้าไปสืบธุรกิจของ แลนซ์ เหงียน คู่ปรับคนสำคัญของDom ซึ่งทำให้รู้ถึงธุรกิจฟอกเงินค้าอาวุธและสิ่งผิดกฎหมายต่างๆมากมาย การเข้าไปจับกุมเหงียนของFBIทำให้เหงียนคิดว่าDomเป็นคนบอกข้อมูลกับทางตำรวจ แล้วในที่สุดBrian ก็เข้าไปช่วยกลุ่มของDomในการโจรกรรมรถยนต์ ซึ่งแผนการไม่ได้ง่ายเหมือนที่วางไว้ ช่วงนี้ของหนังสร้างความระทึกให้กับผู้ชมอย่างสนุกในฉากการโขมยรถแบบน่าตื่นเต้น

และความสนิทของBrianเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆเรียกว่าเป็นพี่น้องร่วมสาบานกับDomกันเลยที่เดียว แถมยังมีความรักกับMia Torettoรับบทโดย Jordana Brewsterน้องสาวของDomอีกต่างหาก แต่หนังมาจุดพีคที่ลูกน้องในกลุ่มของDomได้ไปแข่งรถกับเหงียนโดยมารถแต่งเป็นการเดิมพัน แต่พอเหงียนชนะกลุ่มลูกน้องของDomดันชิ่งรถหนี ทำให้เหงียนสั่งลูกน้องให้ไปจัดการ กลุ่มของDom หลังจากกลุ่มDomโดนปืนยิง และความลับของBrian ถูกเปิดเผยว่าเขาเป็นตำรวจ ฉากการไล่ล่าของDom กับกลุ่มมือปืนทำออกมาได้ระทึกน่าสนุกมากครับ การนำรถเก่าที่ดัดแปลงเครื่องยนต์ให้มีหลายร้อยแรงม้า ซึ่งได้อารมณ์ของเครื่องยนต์CGในการโชว์พลังของสูบและNitroทำออกมาได้น่าตื่นเต้น ร้อนแรง รู้สึกถึงพลังของรถคันนี้เลยทีเดียว แต่การเล่าเรื่องของหนังก็เดาได้ไม่อยากในหลายๆเรื่องราว เรียกว่ายังไงๆฝ่ายพระเอกก็ต้องชนะ หลังจากรับชมภาพยนตร์ จะอิ่มกับเสียงเครื่องยนต์จุดระเบิด แบบหลังติดเบาะเวลากดNOS และจะได้เห็นรถแต่งสวยๆในตำนาน รถคันเอกในภาพยนตร์นี้คือเจ้าToyota Supraรถสปอต์สัญชาติญี่ปุ่นที่เป็นรถในฝันของวัยรุ่นยุค90’

การนำรถมาตกแต่งพร้อมเครื่องยนต์แรงๆคือความสนุกและน่าติดตามของหนังเรื่องนี้ ส่วนฉากโจรกรรมรถมองเป็นแค่ส่วนประกอบไปเลย เนื้อเรื่องเล่าได้ไม่สดุดทำให้น่าติดตามเรื่องราว ด้านCGอาจจะไม่เยอะอะไรมากมายแต่ก็ทำออกมาได้ดี ทั้งทีมสตั้นแมนที่เล่นแทนตัวแสดงหลักในภาพยนตร์ได้ดี 

ความสนุก9/10

เนื้อเรื่อง8/10

Special effect 7/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์ Transformers The Last Knight

-Mark Wahlberg (Cade Yeager)

-Josh Duhamel (Col. William Lennox)

-Stanley Tucci (Wizard Merlin)

-Anthony Hopkins (Sir Edmund Burton)

-Laura Haddock (Viviane Wembly )

กำกับการแสดง

-Michael Bay

ภาพยนตร์ Transformers The Last Knight ภาพยนตร์แนวScience Fiction Action มาในภาคนี้ไม่รู้จะเรียกว่าภาคจบหรือยังไงดี เพราะกลุ่มออโต้บอทส์ ที่นำทีมโดย ออพติมันไพรม์ จะกลับไปยังดาวไซเบอร์ตรอน ที่เป็นบ้านเกิด แต่ดาวถูกทำร้าย จริงต้องหาทางทำให้ดาวกลับมาสงบสุขเหมือนเดิม

เมื่อกลุ่มทรานส์ฟอร์เมอร์สเข้าสู่สงคราม ออพติมัส ไพรม์ สิ่งที่จะรักษาอนาคตขึ้นอยู่กับความลับในอดีต ประวัติศาสตร์ทรานส์ฟอร์เมอร์สบนโลกที่ยังไม่ถูกเปิดเผย การตามหาสิ่งลึกลับบางอย่างในจักรวาล และวัตถุที่ว่านั้นก็เกี่ยวโยงไปถึงเมอร์ลิน รับบทโดย Stanley Tucci พ่อมดในตำนานสมัยกษัตริย์อาเธอร์ด้วย แต่ออพติมัสพลาดท่า จนถูก ผู้สร้าง(ควินเทชชั่น เผ่าพันธุ์ผู้ทรงภูมิ จุดกำเนิดทรานฟอร์เมอร์ทำให้กลายเป็นศัตรูของเหล่ามนุษย์ไป หนังเปิดตัวมาด้วยบทพูดและอธิบายเรื่องราวในอดีต ซึ่งฟังยังไงก็ยังงงกับการเล่าเรื่อง เรื่องที่เกี่ยวกับมนุษย์ไม่ไว้ใจหุ่นยนต์แบบงงๆ หรือการที่Cade Yeager รับบทโดย Mark Wahlberg ไปเก็บเด็กสาวเร่ร่อนมาเลี้ยงแต่ก็ไม่เข้าใจว่าหนังต้องการสื่ออะไรไม่เห็นจะเกี่ยวข้องกับหนังสักเท่าไร และหนังก็ใช้เวลาสลับเรื่องราวระหว่าง ความสัมพันธ์แบบพ่อลูกบุญธรรมระหว่างCadeและIsabel และการตามหาความจริงเรื่องวัตถุประหลาดบนโลกของเซอร์เอ็ดมอนด์การค้นพบภัยพิบัติของนาซ่าและการถูกครอบงำของออพติมัสไพร์มแบบกระจัดกระจายจนน่าสับสน ด้านฉากactionสลับไปมา การต่อสู้ต่อต้านระหว่างมนุษย์กับหุ่นยนต์ ภาคนี้Michael Bay ผู้กำกับ พยายามสร้างเหตุผลโยงเรื่องราวในการต่อสู้ เพื่อปกป้องมนุษย์กว่า 1,600 ปีของเหล่าออโต้บอทส์เข้าไป ถึงขนาดใช้คน4คนมาช่วยระดมสมองมาในการเขียนบททำให้เนื้อเรื่องดูมีเหตุและผลมากที่สุด การโยงเรื่องราวตั้งแต่ยุคคิง อาร์เธอร์ ไล่โยงมาถึงสงครามหลายๆ ครั้ง เหตุการณ์และบุคคลสำคัญทางประวัติศาสตร์หลายๆ คน     ภาพยนตร์ค่อนข้างปนเปแบบฉากต่อสู้ก็อยากทำ เนื้อเรื่องมากมายก็อยากโยง ทำให้ภาคนี้เกิดความน่าเบื่อแก่ผู้ชม

ถ้าจะต้องเทียบกับภาคแรกที่มีส่วนผสมที่ลงตัวทั้งไซไฟ จินตนาการแบบหนังสปีลเบิร์ก โดยมีฉากหุ่นยักษ์ และตัวสมทบกับฉากแอ็คชั่นตื่นตาตื่นใจสไตล์ ผู้กำกับ ไมเคิล เบย์ จนทำให้ Transformers (2007) กลายเป็นหนังไซไฟที่ถูกใจคอหนังทันทีที่มันออกฉาย แต่ต่อมาด้วยพาคใหม่ที่สร้างขึอนกับความสมเหตุสมผลของบทหนังที่ไม่ลงตัว ก็ทำให้มันกลายเป็นงานขายเอฟเฟกต์คือสิ่งเดียวที่ให้มีแฟนคลับรอติดตามชม  กับโชว์แปลงร่าง หรือ ระเบิด พังตึก ทะลุทราบ ฝุ่นตลบ เรียกได้ว่าการจบของภาพยนตร์ Transformers The Last Knight เหมือนตกม้าตาย น่าเสียดายที่ผู้กำกับและฝ่ายเขียนบทนำเสนอแบบนี้

เนื้อเรื่อง6/10

ความสนุก7/10

Special effect 9/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์Transformers: Age of Extinction

-Mark Wahlberg (Cade Yeager)

-Stanley Tucci (Joshua Joyce)

-Kelsey Grammer (Harold Attinger)

-Jack Reynor (Shane Dyson)

-Nicola Peltz (Tessa Yeager)

-Sophia Myles (Darcy Tyril)

กำกับการแสดง

-Michael Bay

ภาพยนตร์ Transformers Age of Extinction ภาพยนตร์แนว Science Fiction Action มาในภาคนี้มีการเปลี่ยนแปลงนักแสดงยกชุด แต่ก็ได้ดารานำชายMark Wahlbergมารับบทก็นำก็มีเสน่ห์ไปอีกแบบ  เหตุการณ์ในภาคนี้เจงริ่มขึ้นจาก ครอบครัวของ Cade Yeager รับบทโดย Mark Wahlberg

นักประดิษฐ์และเจ้าของอู่ซ่อมรถที่ประสบปัญหาหนี้สินล้นตัวจนอาจจะทำให้ลูกสาวของตนอย่าง Tessa Yeager รับบทโดย Nicola Peltz อาจจะไม่มีเงินเรียนต่อ แต่แล้วเค้ดก็ไปพบกับรถบรรทุกเก่าคันใหญ่ที่ชำรุดเสียหาย เมื่อนำมาซ่อมแซมแล้วก็พบว่ารถคันนี้แท้ที่จริงคือเจ้าหุ้นเหล็กทรานส์ฟอร์มเมอร์ ออพติมัส ไพรม์ ด้วยความตื่นตกใจหลังจากที่รัฐบาลได้ออกกฎหมายว่าหุ่นทรานส์ฟอร์มเมอร์นั้นเป็นภัยคุกคามต่อโลก ทำให้เค้ดรีบแจ้งเจ้าหน้าที่ทางการทันที เพราะหลังจากเหตุการณ์ในหนังภาคก่อนหน้านี้ การต่อสู้ในเมืองชิคาโก้นั้นได้ทำให้มนุษย์ล้มตายและบ้านเมืองเสียหายอย่างมากนั่นเอง

แต่เค้ดก็เปลี่ยนใจไม่แจ้งตำรวจแต่กลับซ่อมแซม ออพติมัส ไพรส์จนสมบูรณ์ ต่อมา อ็อพติมัสได้เปลี่ยนโหมดรถบรรทุกเสียใหม่ และมุ่งหน้าไปถึงที่ซ่อนตัวของ บัมเบิลบี ฮาวด์ ครอสแชร์ส และ ดริฟต์ ซึ่งเป็นเหล่าออโต้บอทส์ที่ยังหลงเหลืออยู่เพียงสี่ตัว เคดได้นำเครื่องบันทึกภาพที่ขโมยมาจากคนของหน่วยเหนือคนหนึ่งมาได้ มาฉายภาพให้ออโต้บอทส์ทุกตัวได้เห็นเหตุการณ์ที่แร็ตเชต และลีดฟูทถูกฆ่าตายโดยน้ำมือมนุษย์ เหล่าออโต้บอทส์จึงมุ่งหน้าโจมตีบริษัท เคเอสไอ ผู้ผลิตหุ่นยนต์ทรานส์ฟอร์เมี่ยม รวมถึง โจชัวร์ ที่เป็นต้นเหตุของเรื่องนี้ แต่สุดท้ายอ็อพติมัสตัดสินใจไม่ฆ่าโจชัวร์ และทำการทยอยทัพกลับ แต่ทางเคเอสไอก็ส่งหุ่นยนต์ต้นแบบ นำโดย กัลวาทรอน และอีกมากมายหลายตัวออกไปตามไล่ล่าพวกเขา อ็อพติมัสต่อสู้กับกัลวาทรอน อ็อพติมัสพลาดท่าถูกล็อกดาวน์ลอบยิงบาดเจ็บ ล็อกดาวน์จึงจับตัวอ็อพติมัส รวมถึงเทสซ่าไปด้วย ภาระกิจการช่วยเหลือของเค้ด เหล่า ออโต้บอทส์จึงเกิดขึ้น พวกกลุ่มออโต้บอทส์ ได้แอบขึ้นยายของล็อคดาวน์ เพื่อจะไปช่วย อ็อพติมัส และ เทสซ่า แต่สุดท้ายในฉากจบ เค้ดสั่งให้ เชน ขับเจ้าบับเบิ้ลบี พา เทสซ่าหนีไปด้วยความที่เทสซ่าดื้อดึงขัดคำสั่งเค้ด จึงให้บัมเบิลบีวกกลับไปช่วยเคด ที่กำลังใช้ปืนใหญ่ยิงเข้าใส่ล็อกดาวน์ อ็อพติมัสพอมีโอกาสจึงสังหารล็อกดาวน์พังทลายในทันที ขณะที่กัลวาทรอน รอดตัวไปและได้ซ่อนตัวรอวันกลับมาชำระแค้น ในด้านของงานภาพและเอฟเฟ็คต่างๆ ต้องบอกเลยว่าเยี่ยมการใช้กล้อง 4K ซึ่งเป็นเทคโนโลยีเพิ่มความคมชัดระดับพรีเมี่ยมได้ภาพที่สมบูรณ์มาก ด้านงานกราฟฟิคที่ใส่เต็ม ทำให้หนังมี่ความน่าตื่นเต้นทุกครั้ง การตัดต่ออาจจะดูมึนบ้างเพราะฉากสลับไปมาเยอะเกิน แต่ก็พอจะจับใจความของหนังได้ ก็ต้องยกนิ้วให้เลยสำหรับภาพยนตร์ Transformers Age of Extinctionที่ทำมาได้ดีกว่าก่อนๆขึ้นไปอีก การเปิดตัวละครตอนแรกอาจจะมีความแปลกๆไปบ้าง แต่สำหรับนักแสดงทุกคนที่ว่าสอบผ่าน ถ่ายทอดอรรถรสของภาพยนตร์ได้ดี 

ความสนุก9/10

เนื้อเรื่อง9/10

Special Effect 9/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์Transformers Revenge of the Fallen

นักแสดง

-Shia LaBeouf (Sam Witwicky)

-Tyrese Gibson (TSgt. Robert Epps)

-John Duhamel (Capt. William Lennox)

-Megan Fox( Mikaela Banes) 

-Josh Duhamel (William Lennox)

กำกับการแสดง

-Michael Bay

ภาพยนตร์Transformers Revenge of the Fallen ภาพยนตร์แนว Science Fiction Action หลังจากเปิดตัวเจ้าหุ่นรบเหล็ก ในภาคที่แล้วเมื่อปี2007 ในภาคนี้จะได้พบหุ่นยนต์สุดล้ำตัวใหม่ๆ และศัตรูตัวใหม่ของออโต้บอทส์ 

สงครามหุ่นยนต์ในจักรวาลเริ่มต้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากการกลับมาถึงไซเบอร์ทรอน สตาร์สครีมได้รับคำสั่งของเจ้าแห่เซปติคอนส์ ที่ได้ตัดสินใจกลับมาบุกรุกโลกพร้อมกองกำลังที่ยิ่งใหญ่มากขึ้น  แต่ฝ่ายออโต้บอทส์ ที่ตั้งตารอเตรียมรับศึก พบว่าซากหุ่นเมกาทรอน ได้ถูกขโมยไปจากกองทัพสหรัฐฯ หลังจากนั้นพวกลูกน้องของ The Fallen เดินทางไปใต้ทะเล โวเบีย จึงบอกให้นำชิ้นส่วนของ สแครปเปอร์ มาเป็นชิ้นส่วนในการปลุกเมกะทรอน ซึ่งเมื่อเมกาทรอนฟื้นคืนชีพมา เมกาทรอนจึงคิดกลับมาเพื่อแก้แค้นพวกออโต้บอทส์ พร้อมสตาร์สครีมที่คอยเตรียมกำลังสนับสนุนจากกองทัพจักรกลสังหาร มหาสงครามแก้แค้นครั้งใหญ่กลุ่มออโต้บอทส์ จึงเริ่มกันอีกครั้ง

เริ่มต้นมาก็มีฉากactionมันส์ให้ชมกันเลย ทำให้หายคิดถึงหลังจากรอมาเกือบ2ปี กว่าภาพยนตร์ภาคนี้จะนำมาฉาย 

หุ่นยนต์ตัวใหม่บางตัวชวนอมยิ้ม และหัวเราะเรียกรอยยิ้ม ทั้งหุ่นพี่น้องคู่แฝด ที่เรียกเสียงฮาได้ตลอดเวลา แถมหุ่นยนต์ถือไม้เท้า ที่เข้าใจคิดกันจริงๆ และอีกฉาก ความสัมพันธ์ ที่บัมเบิ้ลบี หุ่นยนต์คู่ซี้ของแซมจากภาคแรก ร้องไห้เมื่อแซมต้องจากไปเรียนต่อมหาวิทยาลัย ไม่น่าเชื่อหุ่นยนต์จะสื่ออารมณ์เศร้าได้ถึงขนาดนี้ แถมอมยิ้มไปกับความน่ารักของเจ้า บัมเบิ้ลบี เแม้ว่าในภาคนี้ดูบทจะไม่ค่อยโดดเด่นเหมือน ออร์ติมัส หุ่นตัวหัวหน้ากลุ่มออโต้บอทส์ของเรื่อง แต่ บัมเบิ้ลบี ยังคงแสดงให้เห็นถึงมิตรภาพของเพื่อนที่เคยร่วมเป็นร่วมตายในภาคแรก Location ในการถ่ายทำส่วนใหญ่จะอยู่ที่ทะเลทราย ทำให้ดูแตกต่างจากภาคแรกพอสมควร แต่ก็ทำมาได้สนุกครับแบบฝุ่นทรายตลบฟุ้งกันเลยทีเดียว หุ่นแต่ล่ะตัวดูมีพัฒนาการมากขึ้น ด้านCGก็ทำมาได้เนียนตามากครับ มุมกล้องการถ่ายทำแทบไม่มีที่ติ ยิ่งดูจอใหญ่ภาพคมชัดมาก ยิ่งได้อรรถรส แต่ในภาคนี้มึอีกอย่างหนึ่งที่นำเสนอออกมาได้ดีคือSoundtrack ประกอบภาพยนตร์ ไม่ว่าจะเพลง New Divide จาก Linkin Park , 21Guns จากGreenday และ Let it go จากcavo แต่ล่ะเพลงส่งเสริมภาพยนตร์เรื่องนี้ได้ดีมากครับ

และหนังไม่ได้มีแค่ฉากactionให้ชมเพียงอย่างเดียว ฉากสถานที่ที่สวยงามตรึงตา ความมีเอกลักษณ์ของสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอย่างปิรามิดที่ดูลึกลับ ทำให้น่าค้นหา และแอบแฝงไปด้วยการนำเสนอที่เป็นประโยชน์ให้เหล่าคนชื่นชอบหนังได้กลับนึกถึงคำขัญของตระกูลแซม ว่า “ถ้าไม่มีการเสียสละ ก็ไม่มีวันได้มาซึ่งชัยชนะ” มันช่างคมบาดลึกจริงๆ และนี่จึงเป็นอรรถรสของหนังจนชนิดที่คุณสัมผัสได้ทุกรสชาติ และภาคนี้ล่ะครับภาพยนตร์สุดยอดสำหรับแฟนเจ้าหุ่นยนต์รบที่รออย่างยาวนาน เป็น2ชั่วโมงครึ่งที่ไม่อยากให้จบเลยจริงๆ

เนื้อเรื่อง9/10

ความสนุก9/10

Special effect 9/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์Transformers Dark of the Moon

นักแสดง

-Shia LaBeouf (Sam Witwicky)

-Tyrese Gibson (TSgt. Robert Epps)

-John Duhamel (Capt. William Lennox)

-Tyrese Gibson (Retired USAF Chief Master)

-Josh Duhamel (William Lennox)

กำกับการแสดง

-Michael Bay

ภาพยนตร์ Transformers Dark of the Moon แนว Science Fiction Action การกลับมาอีกครั้งของเหล่าหุ่นยนต์เหล็กภาคนี้เล่าเรื่องย้อนไปในอดีตสมัยที่มนุษย์ได้เหยียบจันทร์กันเลยทีเดียว ในปี คริสต์ศักราช 1961 ยานอวกาศ The Ark ยา อวกาศลำใหญ่ของฝ่ายออโต้บอทส์ได้นำเอาสิ่งประดิษฐ์ สำคัญหนีไป หลังที่จบจากสงครามระหว่างฝ่ายกู้โลกออโต้บอท และฝ่ายที่หมายยึดครองโลกดีเซปติคอน แต่สุดท้ายยา The Ark ประสบอุบัติเหตุพุ่งชนดวงจันทร์ และ การพุ่งชนครั้งนั้นส่งผลให้มีสัญญาณตรวจเจอความผิดปกติส่งมายังโลกโดยดาวเทียมของ นาซ่า ต่อมา ประธานาธิบดี จอห์น เอฟ.เคนเนดี ได้ออกคำสั่งให้มีภารกิจส่งหน่วยพิเศษเพื่อขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ ในปี คริสต์ศักราช 1969 ลูกเรือของยาน อะพอลโล 11 จึงลงจอดบนดวงจันทร์ได้สำเร็จ เขียนบทได้ต่อเชื่อมอย่างน่าทึ่ง ในขณะเวลาปัจจุบัน แซมวิทวิคกี้ รับบทโดย Shia LaBeouf ที่กำลังโตขึ้น และมีเพื่อนเป็นกลุ่มออโต้บอทส์ กลุ่มออโต้บอทส์ทำการร่วมมือกับกองทหารของสหรัฐอเมริกา ในการป้องกันสงครามและการต่อสู้ของหุ่นยนต์ทั่วทั้งโลก รวมทั้งการตามหาเทคโนโลยีต่างดาวที่ถูกซ่อนอยู่บนโลก ออพติมัส ไพรม์ ได้พบกับซากชิ้นส่วนของ The ark และ พบว่าหุ่นยนต์ฝ่ายดีเซปติคอนส์มีชีวิตรอดมาจากการตกกระแทกของยานอวกาศในครั้งนั้น ได้ทำการโจมตีฝ่ายออโต้บอทส์และหลบหนีไปได้ เมื่อฝ่ายออโต้บอทรู้ว่ามีการโจมตีโลกอีกครั้ง จึงรวมตัวสมาชิกที่เหลือรอดอยู่บนโลกและออกเดินทางไปรอบโลก เพื่อทำลายชิ้นส่วนของ The ark และ พบกับบรรพบุรุษของออพติมัส ไพรม์ ชื่อว่า เซนทิเนล ไพรม์ ซึ่งกำลังสลบอยู่ และพบกับเสาพลังงานทั้ง 5 ที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อที่จะใช้ในการเคลื่อนย้ายไปมา ระหว่างโลกกับอวกาศ หลังจากกลับมายังโลก ออพติมัสได้ใช้พลังของแมททริกซ์แห่งจิตพลังผู้นำ เพื่อคืนชีพ ให้กับ เซนทิเนล ผู้เป็นพี่ชายของเขา ต่อจากนั้นหนังก็เล่าเรื่องการต่อสู้ ระหว่างกลุ่มออโต้ บอทส์ และมนุษย์ที่ร่วมมือกันต่อต้าน เจ้าหุ่นยนต์ตังใหม่ ช็อคเวฟ และกองทัพจากต่างดาว ถ้าจะให้กล่าวถึงบทหนัง ก็ยังปะติดปะต่อไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ความมันส์ก็ไม่แพ้กับภาคก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะฉากเหล่าทหารหน่วยนักบินที่โดดลงมาจากเครื่องบิน แล้วโผร่อนกลางอากาศ กับฉากหุ่นเหล็กเจาะถล่มตึก เป็นฉากที่ตื่นตา ดูสนุก และมันส์ในอารมณ์มาก ส่วนประเด็นความfantasy ของแซม  บทก็ยังนำเสนออยู่ตลอดทั้งเรื่องเหมือนที่ผ่านมา โดยคราวนี้ แซม เพิ่งเรียนจบจากมหาลัย และเจรียมตัวในการทำงาน เหมือนคนปรกติ แต่มีอารมณ์แบบแอบน้อยใจตัวเองว่า ตนเป็นถึงวีรบุรุษกู้โลก แต่ไหงต้องมาเป็นแค่คนวิ่งส่งเอกสาร เขาคิดว่าเขาควรจะได้ทำอะไรที่มันสำคัญกว่านี้ แฟนสาว ก็ดันไปมีคนใหม่ ไหนจะเรื่องราวความลับด้านมืดของดวงจันทร์ และสงคราม ที่เขา ต้อง รอเผชิญกับพวกหุ่นจักรกลที่จะกลับยึดครองโลก

บอกได้เลย ภาพยนตร์Transformers Dark of the Moon

ในภาคนี้มีความมันส์กว่าภาคก่อน หุ่นตัวทำลายที่ศักยภาพเก่งขึ้น ยิ่งทำให้หนังสนุกขึ้น CGIที่พัฒนาในแต่ล่ะภาคและคงดีขึ้นไปเรื่อยๆ

เนื้อเรื่อง8/10

ความสนุก9/10

Special Effect 9/10

Categories
รีวิวหนัง

ภาพยนตร์ Ford v Ferrari

นักแสดง

-Matt Damon (Carroll Shelby)

-Christian Bale (Ken Miles)

-Jon Bernthal (Lee Iacocca)

-Caitriona Balfe (Mollie Miles)

-Tracy Letts (Henry Ford II)

กำกับการแสดง

-James Mangold

ภาพยนตร์ Ford v Ferrari ภาพยนตร์แนว Sports Drama หนังอิงประวัติศาสตร์ ของเจ้ารถมะกันFordที่ต่อกรกับเจ้าม้าป่าซุปเปอร์คาร์Ferrari จากฝั่งยุโรป จากเรื่องจริงของการแข่งขันชิงความเป็นที่หนึ่งระหว่างสองยักษ์ใหญ่แห่งวงการรถยนต์ ฟอร์ด (Ford) และ เฟอร์รารี่ (Ferrari) ในการแข่งขันรถแรงระดับโลก เลอม็องส์ (Le Mans) เมื่อปี 1966 เมื่อนักโมดิฟาย์รถขั้นเทพ Carroll Shelby รับบทโดยMatt Damon และนักซิ่งตืนผีสุดมั่นใจ Ken Mlies รับบทโดยChristian Bale ที่ต้องร่วมกันต่อสู้กับองค์กรใหญ่และการออกแบบเพื่อปฏิวัติความเร็ว เพื่อนำรถสุดแรงลงแข่งในLe Mans 66

หลังถูกค่ายฝั่งยุโรปเจ้าม้าป่าเฟอร์รารี่ เหยียดหยาม ค่ายฟอร์ดจากเมืองลุงแซม fordก็ทนไม่ได้ จึงหวังใช้สนามแข่งรถ 24 ชั่วโมงอย่างเลอมังค์เป็นการเดินพันล้างตา และเปิดตัวรถfordในวงการรถแข่งแนสคาร์ และความหวังของพวกเขาก็ตกอยู่ในมือ Carroll Shelby อดีตแชมป์เลอมังค์ที่ผันตัวมาเป็นวิศวกรออกแบบรถแข่ง หลังป่วยจนไม่อาจกลับไปอยู่หลังพวงมาลัยได้อีก และ  Ken Mlies นักแข่งรถชาวอังกฤษวัยเกรียนที่หวังหาเงินเลี้ยงครอบครัวหลังกิจการอู่เขาเข้าขั้นวิกฤต การร่วมมือของนักขับเลือดอังกฤษกับคนทำรถแรงเลือดไอ้กัน จริงเริ่มขึ้น เริ่มจากการตั้งบริษัท Shelby Automobiles สำหรับผลิตรถยนต์สมรรถนะสูงเพื่อลงทำการแข่งขัน และจำหน่ายให้ลูกค้าระดับกระเป๋าหนัก ตามโจทย์ของบริษัท การมองหานักขับที่ฝีมือดีจำเป็นอย่างมากสำหรับพวกเขา แต่ด้วยข้อจำกัดทางด้านสุขภาพ ทำให้ตัวเจ้าของอย่าง Carroll Shelby ไม่สามารถขับทดสอบรถด้วยตัวเองได้ดังนั้น Ken Mlies ที่กำลังสนุกกับการแข่งรถจึงถูกดึงตัวมาร่วมทีมแข่งของ Shelby 

และในที่สุด การแข่งขันขับรถ 24 ชั่วโมง Le Mans ปี 1966 จบลงพร้อมกับการสร้างประวัติศาสตร์ของ Ford ที่ไม่เพียงแต่จะคว่ำคู่แค้นอย่าง Ferrari ได้เท่านั้น พวกเขายังเข้าเส้นชัยพร้อมกันทั้ง 3 คันรวด แต่อย่างไรก็ตาม Ken Mlies ที่ร่วมพัฒนา Ford GT-40 Mk II ทั้ง 3 คันที่คว้าแชมป์ ซึ่งควรจะได้รับการบันทึกให้เข้าที่ 1 กลับถูกปล้นชัยชนะไปจากทางต้นสังกัดของตัวเอง

เนื้อเรื่องกล่าวถึงหลายๆเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นในอดีตเช่นตอนที่ บริษัทFerrari คาดสภาพคล่องทางการเงินทำให้เกิดภาวะล้มละลาย แล้วทางFordเองได้ส่งตัวแทนไปเจรจา แต่โดนทางFerrari ไล่กลับแบบไม่ไว้หน้า ทำให้ความโกรธแค้นความของ Ford ที่ต้องสร้างรถ ให้เหนือ ทีมFerrari ในการแข่งรถ

ใครชอบเรื่องราววงการรถยนต์คงไม่พลาดแน่ๆ ที่จะชมเหตุการณ์ในอดีตมาถ่ายทอดในภาพยนตร์ เนื้อเรื่องเล่าได้สนุกแบบต่อเนื่อง ตัวละครโดดเด่นทั้งMatt DamonและChristian Bale ดึงดูดผู้ชมได้ไม่น้อย ความลุ้นระทึกของภาพยนตร์ได้อรรถรสในการชมมากสำหรับเรื่องนี้

เนื้อเรื่อง8/10

ความสนุก9/10

Special effect 7/10